Hacked เป็นไวรัสตัวใหม่ที่กำลังระบาดอยู่ จัดเป็น spyware ที่ก่อกวนการทำงานมากกว่าจะทำลายข้อมูล โดยจะเป็นการติดผ่าน Handy Drive และ Floppy Disk เท่านั้น
ลักษณะอาการ
1. เครื่องจะไม่สามารถดับเบิ้ลคลิกเปิดไดร์ฟต่างๆได้ แต่จะคลิกเมาส์ขวาเพื่อเปิดไดร์ฟโดยเลือกเมนู Open หรือ Explore
2. มีข้อความปรากฏบน Title Bar ของ Internet Explorer ว่า “Hacked By Godzilla”
วิธีการแก้ไขเมื่อติดไวรัส Godzilla
1. ดับเบิ้ลคลิก ไอคอน My Computer ที่เดสก์ท็อป ที่เมนู Tools เลือก Folder Options คลิกแท็ป View ติ๊กเลือก Show Hidden files and folders
2. ปลดเครื่องหมายถูกหน้า Hide extention… และ Hide protected operating system file ออก คลิก OK
3. กดปุ่ม [Ctrl+Alt+Delete] ที่คีย์บอร์ด เพื่อเรียก Task Manager คลิกแท็ป Processes คลิกเลือกเมนู Image Name (เพื่อ sort File) คลิกเลือกไฟล์ wscript.exe (ทีละตัว) คลิกปุ่ม End Process
4. เปิดไดร์ฟ (โดยคลิกขวาเลือก Explore ห้ามดับเบิ้ลคลิกไดร์ฟ ) ทำการลบไฟล์ autorun.inf และ MS32DLL.dll.vbs ออก (โดยกด Shift+Delete ) ทุกไดร์ฟที่มีอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งรวมทั้ง Handy Drive และ Floppy disk ด้วย
5. เปิดโฟลเดอร์ C:WINDOWS เพื่อลบไฟล์ MS32DLL.dll.vbs ออก (โดยกด Shift+Delete )
6. ไปที่ปุ่ม Start->Run พิมพ์ regedit คลิก OK เข้าไปที่คีย์ [HKEY_LOCAL_MACHINESoftwareCurrent VersionRun] ลบไฟล์ MS32DLL (โดยการกดปุ่ม Delete ที่คีย์บอร์ด )
7. เข้าไปที่คีย์ [HKEY_CURRENT_USERSoftwareMicrosoftInternet ExplorerMain] ลบไฟล์ที่ Window Title “Hacked by Godzilla” (โดยการกดปุ่ม Delete ที่คีย์บอร์ด )
8. คลิกปุ่ม Start->Run พิมพ์ gpedit.msc กดปุ่ม OK คลิกเลือก [User Configuration->Administrative Templates->System] ดับเบิ้ลคลิกไฟล์ Turn Off Autoplay เลือก Enabled เลือก All drives คลิก OK เพื่อป้องกันการเปิดไดร์ฟอัตโนมัติ ในกรณีที่นำแผ่นซีดี หรือ Handy Drive มาใช้งานซึ่งเป็นช่องทางที่จะทำให้เกิดการติดไวรัสได้ง่ายขึ้น
9. คลิกปุ่ม Start->Run พิมพ์คำสั่ง msconfig กดปุ่ม OK คลิกแท็ป Startup ปลดเครื่องหมายถูกหน้า MS32DLL ออก คลิกปุ่ม Apply คลิกปุ่ม OK (หรือ Close) เลือก Exit Without Restart
10. ดับเบิ้ลคลิกไอคอน Mycomputer ที่เดสก์ท็อป ที่เมนู Tools เลือก Folder Options คลิกแท็ป View ติ๊กถูกหน้า Hide extention… และ Hide protected operating system file คลิก OK
11. คลิกขวาที่ไอคอน Recycle bin เลือกคำสั่ง Empty Recycle bin เพื่อยืนยันการลบไฟล์ไวรัสออกจากเครื่องคอมพิวเตอร์อีกครั้ง
วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
หลายคนคงเกิดอาการเบื่อหน่ายเมื่อต้องสั่ง Shutdown ใน Windows XP
หลายคนคงเกิดอาการเบื่อหน่ายเมื่อต้องสั่ง Shutdown ใน Windows XP เพราะรอค่อนข้างนานกว่าระบบจะปิดตัวลง เนื่องจาก Windows XP ได้กำหนดค่า WaitTokill Service ไว้หลายวินาทีเนื่องจากต้องรอให้ระบบปิดตัวลงอย่างสมบูรณ์ ซึ่งบางครั้งอาจทำให้ผู้ใช้รอนานจนเกินไป ดังนั้นเราสามารถกำหนดค่าใหม่เพื่อให้ร่นเวลา Shutdown ให้เร็วขึ้นกว่าเดิม ดังนี้ 1. คลิกปุ่ม Start เลือกคำสั่ง Run 2. จะปรากำหน้าต่าง Run ให้พิมพ์ regedit ลงในช่อง Open 3. คลิกปุ่ม OK 4. เมื่อปรากฎหน้าต่าง Registry Editor ให้คลิกเข้าไปที่โฟลเดอร์ HKEY_LOCAL_MACHINESystemCurrentControlSetControl 5. คลิกขวาค่า WaitTokillServiceTimeout เลือกคำสั่ง Modify 6. จะปรากฎหน้าต่าง Edit String ที่ช่อง Value data แก้ไขค่าเป็น 5000 7. เสร็จแล้วคลิกปุ่ม OK จากนั้นปิดหน้าต่าง Registry Editor แล้ว Restart เครื่องใหม่เพื่อเปลี่ยนแปลงค่าตามที่กำหนด เพียงเท่านี้ Windows XP ก็จะ Shutdown ได้เร็วขึ้นกว่าเดิมแล้วครั
โดยปกติแล้ว window จะ บล็อกความเร็วเน็ต ไว้ 20 เปอร์เซ็นต์ เ
โดยปกติแล้ว window จะ บล็อกความเร็วเน็ต ไว้ 20 เปอร์เซ็นต์ เรามีวิธีปลดบล๊อกได้ด้งนี้ ติดจรวดเล่นอินเตอร์เน็ตให้กับ Windows XP การใช้งานอินตอร์เน็ตบางครั้งจะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่ก ับส่วนประกอบหลายด้าน เราก็ พยายามหาหนทางปรับแต่งให้ถูกใจ และถูกเงิน วิธีนี้เป็นอีกวิธีที่ทำให้การท่องอินตอร์เน็ตได้รวด เร็วยิ่งขึ้น 1. คลิกที่ปุ่ม Start 2. เลือกที่แถบรายการ Run 3. ที่ช่อง Open พิมพ์คำว่า gpedit.msc แล้วคลิก OK 4. จะแสดงหน้าต่างของการปรับแต่ง Group Policy 5. ที่ Computer Configaration เลือกแถบ Administrative Templates 6. หัวข้อ Network เลือกที่ QoS Packet Scheduler 7. มองหน้าต่างด้านขวามือ ให้ดับเบิ้ลคลิกที่ Limit reservable bandwidth 8. จะปรากฎกรอบหน้าต่างใหม่ Limit reservable bandwidth Properties 9. เลือกแถบ Setting คลิกที่ช่อง Enable 10. ในช่อง bandwidth limit (%) : ปรับค่าเป็น 0 11. คลิก OK เพื่อยืนยันการใช้งาน และรีสตาทเครื่องใหม่ แค่นี้เองลองนำไช้ดู
ข้อมูลสำคัญของคุณบนฮาร์ดดิสก์จะเป็นอย่างไรหากฮาร์ดดิสก์ที่ใช้อยู่เกิดมี ปัญหา นอกจากนี้ CHIP ยังจะบอกให้คุณทราบถึงแนวทางการป้องกันการสูญหายของข้อมูลด้
ภายในฮาร์ดดิสก์นั้นประกอบด้วยชิ้นส่วนที่เป็นกลไกและมีการเคลื่อน ไหวอยู่ตลอด ดังนั้นจึงก็มีโอกาสที่จะเกิดความเสียหายหรือทำงานผิดพลาดได้ตลอดเวลา และหากเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นแล้ว สิ่งที่จะตามมาอย่างแน่นอนก็คือการไม่สามารถเข้าถึงไฟล์งานหรือแอพพลิเคชัน ใดๆ ได้อีก ดังนั้น CHIP จะมาแนะนำถึงวิธีที่คุณจะสามารถป้องกันข้อมูลจากการสูญหาย รวมถึงวิธีที่จะสามารถกู้ข้อมูลที่สูญหายไปให้กลับคืนมาได้ ฮาร์ดดิสก์คือองค์ประกอบสำคัญส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญมากสำหรับ เครื่องพีซี เพราะฮาร์ดดิสก์จะทำหน้าที่ในการเก็บเอกสาร ไฟล์งานต่างๆ แอพพลิเคชันทั้งหมด รวมถึงระบบปฏิบัติการวินโดว์สซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุดสำหรับการควบคุมและ การทำงานร่วมกับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ทั้งหมด หากคุณเก็บข้อมูลสำคัญสำหรับธุรกิจหรืองานเอาไว้บนฮาร์ดดิสก์และต้องพบกับ ปัญหาที่ร้ายแรงที่สุดกับฮาร์ดดิสก์โดยไม่คาดคิด ลองจินตนาการว่าปัญหานั้นจะน่ากลัวเพียงไร หากวันหนึ่งเมื่อเปิดเครื่องขึ้นมาแล้วพบข้อความแจ้งว่า “Hard disk install failure” หรือ “Primary master hard disk fail” ข้อมูลทุกอย่างของคุณอาจหายไปในพริบตา แต่อย่าเพิ่งตกใจ เพราะยังพอมีความหวังที่จะนำข้อมูลเหล่านั้นกลับคืนมาได้ ความลับที่ผู้ใช้ส่วนใหญ่อาจจะยังไม่รู้ก็คือ ข้อมูลทุกอย่างมักจะยังถูกเก็บไว้อย่างสมบูรณ์บนฮาร์ดดิสก์ เพียงแต่จะไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นได้เพราะปัญหาเกี่ยวกับดัชนีของ ดิสก์ (Disk Index) ซึ่งทำหน้าที่ในการเก็บข้อมูลว่ามีข้อมูลอะไรถูกบันทึกอยู่บนฮาร์ดดิสก์บ้าง และเมื่อ Disk Index มีปัญหา ก็จะส่งผลให้ผู้ใช้ไม่สามารถมองเห็นข้อมูลจริงๆ ที่ถูกเก็บอยู่บนฮาร์ดดิสก์ได้ โชคดีที่ปัจจุบันมีผู้เชี่ยวชาญด้านการกู้ข้อมูลที่สามารถกู้ข้อมูลต่างๆ ของคุณกลับคืนมาได้ แต่โชคร้ายก็คือสนนราคาสำหรับค่าบริการในการกู้ข้อมูลนั้นบางครั้งอาจไม่ คุ้มกับข้อมูลที่สูญหายไป คำแนะนำและเทคนิคต่างๆ ที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้จะช่วยให้คุณสามารถป้องกันปัญหาเกี่ยวกับ ฮาร์ดดิสก์ได้ หรือในกรณีที่คุณไม่สามารถเข้าไปใช้งานข้อมูลบนฮาร์ดดิสก์ได้ เราจะแนะนำให้รู้จักกับซอฟต์แวร์ที่สามารถกู้ข้อมูลกลับคืนมาให้คุณได้ ค้นหาสาเหตุ : ฮาร์ดดิสก์เสียหายได้อย่างไร? มี สาเหตุหลายประการที่ทำให้ฮาร์ดดิสก์เกิดความเสียหายได้ ไม่ว่าจะเป็นไวรัส ปัญหาเรื่องไฟตก การทำงานผิดพลาดของซอฟต์แวร์หรือฮาร์ดแวร์ ความผิดพลาดจากการใช้งานของผู้ใช้เอง หรือแม้แต่ปัญหาเรื่องการก่อวินาศกรรมต่างๆ และเพื่อให้เข้าใจกับลักษณะปัญหาในรูปแบบต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นได้ดียิ่งขึ้น เราจึงควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างการทำงานภายในของฮาร์ดดิสก์รวมถึง โครงสร้างและวิธีการในการจัดเก็บข้อมูลเสียก่อน ฮาร์ดดิสก์จะถูกออกแบบมาให้อยู่ในกล่องเหล็กที่ถูกปิดผนึกอย่างมิด ชิดเพื่อป้องกันไม่ให้ฝุ่นเข้าไปรบกวนการทำงานของฮาร์ดดิสก์ แนะนำว่าไม่ควรทดลองเปิดผนึกส่วนต่างๆ ของฮาร์ดดิสก์ออก เพราะอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ฮาร์ดดิสก์ของคุณเสียได้เช่นกัน หลักการทำงานของฮาร์ดดิสก์นั้น แผ่นจานแม่เหล็กจะถูกยึดอยู่กับแกนหมุนตรงกลางซึ่งจะเชื่อมต่อเข้ากับ มอเตอร์ และหัวอ่าน-เขียนจะถูกยึดอยู่กับแขนกลที่สามารถเคลื่อนไหวได้ โดยฮาร์ดดิสก์จะหมุนอยู่ตลอดเวลาที่เครื่องคอมพิวเตอร์เปิดอยู่ โดยจะหมุนด้วยความเร็ว 5,400 หรือ 7,200 รอบต่อนาที วิเคราะห์ปัญหา : ความเสียหายทางด้านกายภาพ การทำงานของเครื่องเล่นแผ่นเสียงนั้น หัวอ่านจะสัมผัสกับพื้นผิวของแผ่นเสียง เพื่อที่จะแปลงข้อมูลจากร่องเล็กๆ ให้ออกมาเป็นเสียง แต่สำหรับการทำงานของฮาร์ดดิสก์แล้ว หัวอ่าน-เขียนจะไม่ได้สัมผัสกับแผ่นจานแม่เหล็กโดยตรง แต่หัวอ่าน-เขียนนี้จะเลื่อนไปมาโดยมีระยะที่ห่างกับพื้นผิวของแผ่นจานแม่ เหล็กเพียงเล็กน้อยเท่านั้น บริเวณพื้นผิวของแผ่นจานแม่เหล็กจะมีสารแม่เหล็กเคลือบอยู่ ซึ่งข้อมูลต่างๆ ทั้งหมดจะถูกเก็บบันทึกไว้โดยการเปลี่ยนแปลงสถานะของสารแม่เหล็กเหล่านั้น สำหรับการอ่านข้อมูลที่ถูกเก็บอยู่นั้น ก็จะใช้วิธีการตรวจสอบสถานะของสารแม่เหล็กในบริเวณดังกล่าว โดยหัวอ่าน-เขียน จะทำหน้าที่ดังกล่าวอยู่ด้านบนของพื้นผิวนั่นเอง หาก มีความผิดพลาดใดๆ เกิดขึ้น ทำให้หัวอ่าน-เขียนไปสัมผัสโดนแผ่นจานแม่เหล็ก จะส่งผลทำให้เกิดปัญหาใหญ่คือ ข้อมูลที่ถูกเก็บอยู่จะเกิดความเสียหาย เนื่องจากแผ่นจานแม่เหล็กนั้นจะหมุนด้วยความเร็วสูง ดังนั้นหัวอ่านที่สัมผัสกับพื้นผิวของจานแม่เหล็กก็จะทำลายพื้นผิวและ ข้อมูลต่างๆ จำนวนมากอย่างรวดเร็ว ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาใหญ่คือ “ฮาร์ดดิสก์เสีย” แน่ นอนว่า หากแผ่นจานแม่เหล็กที่อยู่ภายในถูกทำลายโดยการเผาไฟ หรือน้ำท่วม หรือถูกทำลายด้วยความจงใจหรือวินาศภัยแล้ว ข้อมูลต่างๆ ที่ถูกเก็บอยู่ก็จะสูญหายไปด้วยเช่นกัน ส่วนประกอบอื่นๆ ที่อยู่บนฮาร์ดดิสก์ เช่น มอเตอร์ หัวอ่าน แขนกล และแผงวงจร ก็อาจจะเกิดความเสียหายทางด้านกายภาพได้เช่นกัน ชิปที่ควบคุมการทำงานของมอเตอร์หรือหัวอ่านอาจจะเกิดความเสียหายจากปัญหาไฟ ตกหรือไฟกระชาก แต่อุปกรณ์ต่างๆ เหล่านี้สามารถเปลี่ยนทดแทนได้ โดยที่ข้อมูลที่ถูกเก็บอยู่บนจานแม่เหล็กยังคงอยู่เหมือนเดิม ดังนั้น คุณจึงสามารถนำข้อมูลกลับคืนมาได้เช่นกัน สำหรับการเปลี่ยนชิ้นส่วนต่างๆ ที่อยู่ภายในฮาร์ดดิสก์นั้น จะต้องเปิดผนึกฮาร์ดดิสก์ออกมา ซึ่งจะต้องทำภายใน Clean Room เท่านั้น และขั้นตอนต่างๆ เหล่านี้จะต้องทำโดยผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีเท่านั้น
วันนี้มีบทความเกี่ยวกับบริษัท Nokia มาให้ลองอ่านกันดูงับ
"โนเกียวางแผนเปิดตัวโทรศัพท์มือถือไวแม็กซ์สู่ตลาดในปี 2008" คำแถลงของโนเกีย ตามการรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์กำหนดการวางจำหน่ายโทรศัพท์มือถือเทคโนโลยีเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงระยะไกล "ไวแม็กซ์ (WiMAX)" ของโนเกีย (Nokia) ในปี 2008 นั้นตรงกับกำหนดการที่คู่แข่งอย่างโมโตโรลา (Motorola) ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งนอกจาก 2 ยักษ์ใหญ่นี้ ยังมีผู้ผลิตรายอื่นเช่น ซัมซุง (Samsung) และอินเทล (Intel) ที่สนับสนุนเทคโนโลยีนี้เช่นกัน4 ยักษ์ใหญ่ข้างต้นแตะมือสนับสนุนให้เทคโนโลยีไวแม็กซ์เป็นเทคโนโลยีทางเลือกใหม่นอกเหนือจากเทคโนโลยีเครือข่ายโทรศัพทม์มือถือยุคที่สามหรือ 3G เนื่องจากจุดเด่นของเทคโนโลยีไวแม็กซ์เรื่องความเร็วในการส่งถ่ายข้อมูลที่ยอดเยี่ยมและความกว้างรัศมีของระบบสัญญาณที่ครอบคลุมได้กว้างกว่าเทคโนโลยี Wi-Fi ซึ่งใช้ในโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์พกพาส่วนใหญ่ในท้องตลาดคุณสมบัติด้านการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของเครือข่ายไวแม็กซ์นั้นไม่ด้อยไปกว่า 3G แถมยังเหนือกว่าด้วยในเรื่องความกว้างของสัญญาณ เพราะความเร็วในการใช้งานอินเทอร์เน็ตของผู้ใช้เครือข่าย 3G อาจจะช้าลงได้หากมีการใช้เครือข่ายเพื่อการสื่อสารด้วยเสียงมากๆ จุดนี้ไม่เป็นปัญหากับเทคโนโลยีไวแม็กซ์ ขณะที่ผู้ผลิตยืนยันว่าไวแม็กซ์จะทำให้อัตราค่าบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในอุปกรณ์พกพา มีราคาถูกลงกว่า 3G ราว 10 เท่า (เทียบกับอัตราค่าบริการในขณะนี้)
Blu-ray หนึ่งในตัวเลือกเทคโนโลยีใหม่ที่จะมาแทน DVD
อ่านข่าวเกี่ยวกับไอทีในระยะนี้ ก็จะมีข่าวเกี่ยวกับเทคโนโลยี Blu-ray ให้เห็นบ่อยขึ้น ก็คงเพราะจากที่บริษัทผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ หรือเครื่องไฟฟ้าทั้งหลายเตรียมที่จะส่งอุปกรณ์เครื่องเล่นแผ่นดิสก์ Blu-ray ออกมาจำหน่ายแล้ว หลายๆท่านอาจจะยังไม่คุ้นกับชื่อนี้ในตอนนี้แต่อีกหน่อยในช่วง 1-2ปีนี้ Blu-ray จะถูกพูดถึงอย่างมากแน่ตามสื่อต่างๆ วันนี้เรามารู้จักเทคโนโลยี Blu-ray กันดีกว่าBlu-ray คืออะไร? Blu-ray หรือ Blu-ray Disc (BD) เป็นชื่อของเทคโนโลยีมาตรฐานใหม่สำหรับออฟติคอลดิสก์ ที่ถูกผลักดันให้มาแทนมาตรฐาน DVD ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน โดย Blu-ray นั้นถูกพัฒนาขึ้นมาให้สามารถบันทึกข้อมูลวิดีโอรายละเอียดสูง high-definition video (HD) หรือใช้เก็บไฟล์ข้อมูลได้มากกว่า DVD หลายเท่าตัว ซึ่ง Blu-ray แบบ single-layer นั้นจะมีเนื้อที่เก็บข้อมูล 25GB ส่วนแบบ double-layer นั้นจะเก็บข้อมูลได้สูงถึง 50GB เลยทีเดียว โดยจะช่วยให้ภาพยนตร์ต่างๆที่ถูกบันทึกลงแผ่นดิสก์ Blu-ray นั้นมีรายละเอียดต่างๆทั้งด้านภาพ และเสียงสูงกว่า DVD ขึ้นไปอีก ส่วนที่มาของชื่อ Blu-ray นั้นจะมาจากการที่ใช้แสงเลเซอร์สีน้ำเงิน-ม่วงในการอ่านและเขียนแผ่นดิสก์ แทนการใช้แสงเลเซอร์สีแดงเหมือนกับ DVD ซึ่งแสงเลเซอร์สีน้ำเงิน-ม่วงนั้นจะมีความยาวของคลื่น 405nm ที่สั้นกว่าแสงเลเซอร์สีแดงที่มีความยาวคลื่น 650nm ทำให้สามารถบันทึกข้อมูลลงไปในแผ่นดิสก์ได้มากขึ้นในเนื้อที่เท่าเดิม โดยว่ากันคร่าวๆแล้ว Blu-ray จะสามารถเก็บวิดีโอความละเอียดสูงได้นานถึง 9ชั่วโมงในแผ่นดิสก์แบบ double-layer และสามารถเก็บไฟล์วิดีโอที่บีบอัดตามมาตรฐานที่ใช้ใน DVD ปัจจุบันนี้ได้นานต่อเนื่องถึง 23ชั่วโมงเลยทีเดียว รวมถึงบันทึกความละเอียดสูงด้วยมาตรฐานใหม่ๆได้ด้วยใครเป็นผู้พัฒนามาตรฐาน Blu-ray? Blu-ray เป็นเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาโดย Blu-ray Disc Association (BDA) กลุ่มสมาคมที่เป็นการรวมตัวระหว่างบริษัทผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า, บริษัทด้านไอทีรายยักษ์ รวมถึงสตูดิโอภาพยนตร์ และบริษัทในวงการอื่นๆ เช่น Apple Computer, Inc., Dell Inc., Hewlett Packard Company, Hitachi, Ltd., LG Electronics Inc., Matsushita Electric Industrial Co., Ltd., Mitsubishi Electric Corporation, Pioneer Corporation, Royal Philips Electronics, Samsung Electronics Co., Ltd., Sharp Corporation, Sony Corporation, TDK Corporation, Thomson Multimedia, Twentieth Century Fox, Walt Disney Pictures, Warner Bros. Entertainment ซึ่งแน่นอนบริษัทเหล่านี้จะร่วมกันผลักดันมาตรฐาน Blu-ray ให้เป็นที่ยอมรับในตลาดแน่ๆเพื่อที่จะผลิตสินค้าที่ใช้เทคโนโลยี Blu-ray ออกมาจำหน่าย เช่น Sony ก็จะนำ Blu-ray ไปใช้กับเครื่องเล่นเกม PlayStation 3 ที่จะส่งออกจำหน่ายในเร็วๆนี้นี่เป็นข้อมูลคร่าวๆสำหรับ Blu-ray แต่แน่นอน Blu-ray ไม่ใช่เป็นตัวเลือกของมาตรฐานใหม่ที่จะมาแทน DVD ในขณะนี้แน่ๆ มาตรฐานอีกมาตรฐานที่มีการส่งเข้าต่อสู้ในตลาดนั้นจะเป็น HD-DVD ที่พัฒนาโดย Toshiba และ NEC ซึ่งจะมีข้อดีกว่าตรงที่อุปกรณ์ต่างๆนั้นจะมีต้นทุนที่ต่ำกว่า Blu-ray แต่ก็จะมีความจุข้อมูลที่น้อยกว่าเช่นกัน เนื่องจากยังใช้เทคโนโลยีแสงเลเซอร์สีแดงในการอ่าน และเขียนข้อมูลอยู่ ก็คงต้องรอดูกันสักพักว่าเทคโนโลยีของค่ายไหนที่จะมาแรงกว่ากัน และขึ้นแท่นแทน DVD ได้ในที่สุด
ทำอย่างไรให้เครื่องเร็วขึ้น ? ปัญหาปลาตายน้ำตื้น
มาเริ่มมุสาวินโดวส์กันเลย!เริ่มครั้งแรก เราจะหลอกวินโดวส์ให้เครื่องเราเป็นเน็ตเวิร์ก เซิร์ฟเวอร์ ทั้งๆ ที่เป็นเดสก์ทอปแก่ๆ เครื่องหนึ่ง ทำให้เครื่องเราทำงานเหมือนเซิร์ฟเวอร์ ที่จะต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลทรัพยากรต่างๆ ให้กับเครื่องลูกข่ายเดียวกัน ลองคิดดู ว่าเครื่องจะต้องเร็วขนาดไหน
วิธีทำง่ายๆ คือ
คลิ้กขวาที่ My Computer >คลิ้กขวาที่ Properties > ก็จะเกิดหน้าต่าง System Properties ขึ้นมา >คลิ้กแท็บ Performance > แล้วคลิ้กปุ่มด้านล่างที่เขียนว่า File Systemจากนั้น
คลิ้กแท็บ Hard Disk ในหัวข้อ "Typical role of this computer" > ให้เราเลือกเป็น Network Server >คลิ้ก OK > ตามด้วย Close > แล้วคลิ้ก Yes เพื่อรีสตาร์ท ตามลำดับ
เพียงแค่นี้ เครื่องของเราก็เร็วขึ้นแย้ว!
วิธีทำง่ายๆ คือ
คลิ้กขวาที่ My Computer >คลิ้กขวาที่ Properties > ก็จะเกิดหน้าต่าง System Properties ขึ้นมา >คลิ้กแท็บ Performance > แล้วคลิ้กปุ่มด้านล่างที่เขียนว่า File Systemจากนั้น
คลิ้กแท็บ Hard Disk ในหัวข้อ "Typical role of this computer" > ให้เราเลือกเป็น Network Server >คลิ้ก OK > ตามด้วย Close > แล้วคลิ้ก Yes เพื่อรีสตาร์ท ตามลำดับ
เพียงแค่นี้ เครื่องของเราก็เร็วขึ้นแย้ว!
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)